บทที่ 2

อุปกรณ์ประมวลผลภายในคอมพิวเตอร์

          การประมวลผล (Processor)  ของคอมพิวเตอร์จะทำการประมวลผลข้อมูลตามคำสั่งที่รับ  ซึ่งการประมวลผลในที่นี้จะประกอบด้วยการทำงานของอุปกรณ์
ฮาร์ดแวร์ภายในคอมพิวเตอร์หลาย ๆ ตัว

จุดประสงค์ทั่วไป
  1. มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับส่วนประกอบที่สำคัญของเมนบอร์
  2. มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลัการทำงานชิปเซ็ตบนเมนบอร์ด
  3. มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการแยกแยะซ็อกเก็ตสำหรับติดตั้งซีพียูแต่ละแบบ และสล็อตอื่น ๆ
  4. มีความรู้ความสามารถในการอธิบายหลักการทำงานของซีพียู และสามารถจำแนกซีพียูรุ่นต่าง ๆ ที่วางจำหน่ายในปัจจุบัน
  5. มีความรู้ความสามารถในการจำแนกแรมประเภทต่าง ๆ และบอกคุณสมบัติต่าง ๆ ของแรมที่ต้องพิจารณาในการเลือกใช้งาน
จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม
  1. อธิบายความหมายและการทำงานของเมนบอร์ดได้
  2. อธิบายความหมายและการทำงานของซีพียูได้
  3. อธิบายความหมายและการทำงานของแรมได้
เนื้อหาสาระ
  1. เมนบอร์ด
  2. ซีพียู
  3. แรม
 
 
 
          องค์ประกอบสำคัญในการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ ก็คือส่วนที่ทำหน้าที่ในการประมวลผล (Processor)  โดยทำการประมวลผลข้อมูลตามคำสั่งที่รับ
ซึ่งการประมวลในที่นี้จะประกอบด้วยการทำงานของอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ภายในคอมพิวเตอร์หลาย ๆ ตัว โดยจะขอกล่าวถึงอุปกรณ์หลัก ๆ ดังต่อไปนี้
          1) เมนบอร์ด (Mainboard) :  เป็นแผงวงจรหลักของคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เป็นเหมือนศูนย์บัญชาการทำงานของคอมพิวเตอร์ โดยอุปกรณ์ต่าง ๆ จะถูก
นำเข้ามาเชื่อมต่อเข้ากับแผงวงจรเมนบอร์ดนี้เพื่อทำงานร่วมกัน
          2) ซีพียู (CPU) : ซีพียู หรือหน่วยประมวลผลกลาง ทำหน้าที่หลักในการประมวลผลข้อมูลและควบคุมการทำงานทั้งหมดของระบบซีพียูจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น
ต้องพิจารณาเป็นลำดับแรก ๆ ในการเลือกซื้อคอมพิวเตอร์
          3) แรม (RAM) :  แรม  หรือหน่วยความจำหลัก  ทำหน้าที่พักข้อมูลระหว่างที่ซีพียูกำลังประมวลผลข้อมูล  การเก็บข้อมูลของแรมจะเป็นการเก็บข้อมูลแบบ
ชั่วคราว คือจะหายไปเมื่อมีการปิดใช้งานเครื่อง
 
1. เมนบอร์ด
          เมนบอร์ด (Mainboard) หรือ แผงวงจรหลัก มีลักษณะเป็นแผงวงจรขนาดใหญ่ที่เป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ เข้าด้วยกันไม่ว่าจะเป็นซีพียู,
หน่วยความจำ (RAM), การ์ดติดตั้ง รวมไปถึงช่องเชื่อมต่อต่าง ๆ ในหัวข้อนี้ เราจะมาทำความรู้จักส่วนประกอบต่าง ๆ ที่สำคัญบนเมนบอร์ด เพื่อใช้เป็นพื้นฐานใน
การเลือกอุปกรณ์อื่น ๆ ที่รองรับกับเมนบอร์ดอย่างถูกต้อง
 
1.1 รูปทรงของเมนบอร์ด
          Form Factor หรือรูปแบบของเมนบอร์ด   เป็นมาตรฐานการออกแบบรูปทรงของเมนบอร์ด   โดยจะมีอยู่ 3 ลักษณะ คือ  แบบ ATX, Micro ATX และ BTX
(รวมทั้ง Micro BTX และ Pico BTX ที่ลดขนาดของเมนบอร์ด BTX ลงด้วย) ซึ่งจะมีขนาดและตำแหน่งของขั้วต่ออุปกรณ์ต่าง ๆ บนเมนบอร์ดแตกต่างกันไป
 
เมนบอร์ดแบบ BTX เมนบอร์ดแบบ Micro ATX เมนบอร์ดแบบ ATX
 
1.1.1 เมนบอร์ดแบบ BTX
          เป็นมาตรฐานของเมนบอร์ดจากค่ายอินเทล  เปิดตัวเมื่อต้นปี 2005 สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ต้องการเชื่อมต่ออุปกรณ์ภายนอกหลายตัว  หรือติดตั้งการ์ด
ต่าง ๆ จำนวนมาก โดยขนาดของเมนบอร์ด  BTX (Balanced Technology Extended)  จะใหญ่กว่าเมนบอร์ดบอร์ด Form Factor อื่น ๆ  โดยจะมีสล็อตสำหรับ
ติดตั้งการ์ดต่าง ๆ มากกว่า โดยเฉพาะสล็อต PCI เดิมที่คงไว้ให้ถึง 4 สล็อต (ขณะที่เมนบอร์ด ATX มักมีให้ 2 สล็อต) และ PCI Express x16 อยู่ 2 สล็อต
 
1.1.2 เมนบอร์ดแบบ Micro ATX
          ในปัจจุบันมีการผลิตเมนบอร์ดแบบ  ATX  ให้มีขนาดเล็กลง  เรียกว่า  Micro ATX  โดยลดสล็อตเชื่อมต่อบางตัวลง  ทำให้สามารถลดพื้นที่ลงได้อีก  รวมทั้ง
เมนบอร์ดบางรุ่นยังมีการติดตั้งชิปทำงานด้านการแสดงผล (VGA On-Board) และชิปเสียง (Sound On-Board) เพื่อไม่ต้องติดตั้งการ์ดแสดงผล หรือการ์ดเสียง
เพิ่มเติมภายหลัง ซึ่งถือเป็นการลดพื้นที่ของเมนบอร์ดลงได้ด้วย เหมาะสำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันที่ลดขนาดของตัวเครื่องให้เล็กลง
 
1.1.3 เมนบอร์ดแบบ ATX
          ก่อนหน้า Micro ATX เมนบอร์ดทีเคยเป็นมาตรฐานบนคอมพิวเตอร์มายาวนานก็คือ ATX ซึงอินเทลได้พัฒนาขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาและข้อบกพร่องต่างๆ ที่
มีอยู่ในเมนบอร์ดรุ่นเก่า (เมนบอร์ดแบบ AT) ดังต่อไปนี้
  • เมนบอร์ดแบบ ATX จะจัดวางตำแหน่งของแรมอยู่ใกล้ซีพียูทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพสูงขึ้น
  • การเปลี่ยนแรมและการ์ดทำได้ง่าย สามารถใส่การ์ดที่มีความยาวได้ เนื่องจากตำแหน่งสล็อตของการ์ดถูกวางไกลจากตำแหน่งสล็อตของแรม
  • พอร์ตต่าง ๆ ถูกติดตั้งบนเมนบอร์ดซึ่งจะเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานมากกว่าใช้สายสัญญาณต่อพ่วง
  • ระบายความร้อนได้ดี   เนื่องจากการจัดวางตำแหน่งของซีพียูอยู่ใกล้กับพัดลมของ   Power Supply  โดยอุปกรณ์ที่ระบายความร้อนได้ดีก็จะช่วยยืดอายุ
    การใช้งานของอุปกรณ์ต่าง ๆ และมีระบบการจัดการพลังงานทำให้ค่าใช้จ่ายลดลง
  • ในส่วนของคอนเน็กเตอร์สำหรับเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่าง ๆ ภายนอกนั้นถูกวางซ้อนเรียงกันเป็นแนวอย่างมีระเบียบและแข็งแรง
          เมนบอร์ดแบบ  ATX  ถูกพัฒนาและออกแบบมาให้สนับสนุนกับการทำงานของซีพียูรุ่นใหม่ที่มีความเร็วสูงขึ้น  และได้มีการกำหนดสีของคอนเน็กเตอร์ต่าง ๆ
ให้ตรงกับสีขั้วต่ออุปกรณ์ เพื่ออำนวนความสะดวกให้การติดตั้งให้มีความง่ายและป้องกันความผิดพลาดในการเสียบสายผิดด้วย
 
          ศัพท์ที่ทางผู้ใช้คอมพิวเตอร์เรียกว่า    On-Board    นั้นก็คือการนำเอาการทำงานบางด้านที่ผู้ใช้ ไม่เ้น้นมากนักมาใส่ไว้ในชิป    เช่น    การทำงานด้านเสียง (Sound),  การแสดงผล (VGA),  การเชื่อมต่อเครือข่าย (LAN) และโมเด็ม (FAX/Modem) ซึ่งจะช่วยให้เราไม่ต้องเสียเงินซื้ออุปกรณ์เหล่านี้มาติดตั้งเพิ่มต่างหาก
ซึ่งสามารถใช้งานทั่ว ๆ ไปได้ โดยประหยัดกว่าซื้อแยกชิ้นมาประกอบต่างหาก
          ปัจจุบันในเมนบอร์ดรุ่นประหยัดนั้น  จะมีการติดตั้งความสามารถทางด้านการแสดงผลมากับตัวเมนบอร์ดเลย  เรียกว่า VGA On-Board  โดยที่เราไม่ต้องติด
ตั้งการ์ดแสดงผลเพิ่มเติม  ก็สามารถใช้งานคอมพิวเตอร์ได้  (แต่คุณภาพการแสดงผลมักอยู่ในระัดับพอใช้เท่านั้น) โดยสังเกตดูได้จากบริเวณพอร์ตการเชื่อมต่อของ
เมนบอร์ดจะมีพอร์ต  VGA  สำหรับเชื่อมต่อกับสายสัญญาณของจอภาพมาให้ด้วย  (ซึ่งบางเมนบอร์ดอาจมีทั้ง  VGA On-Board  และสล็อต PCI Express มาให้
พร้อมกัน คือหากต้องการคุณภาพในการแสดงผลเพิ่มเติม ก็สามารถซื้อการ์ดแสดงผลประสิทธิภาพสูง ๆ มาติดตั้งเพิ่มภายหลังได้)
 
    ลักษณะของพอร์ต VGA ที่มากับเมนบอร์ดที่มี VGA On-Board
 
 
1.2 ส่วนประกอบที่สำคัญของเมนบอร์ด
          เมนบอร์ดจะมีลักษณะดังรูป  คือ   มีช่องที่ใช้เสียบอุปกรณ์ต่าง ๆ  ทีเ่รียกกว่า  สล็อต (Slot)  สำหรับการ์ดต่าง  ๆ  และส่วนของการเชื่อมต่อต่าง  ๆ  เรียกว่า
Connector หรือพอร์ตเชื่อมต่อ
 
 
          ดังนั้น เราควรเลือกสเป็คเมนบอร์ดที่ประสานให้ซีพียูสามารถทำงานร่วมกับอุปกรณ์ต่าง ๆ ในเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ และรองรับอุปกรณ์ที่สนับสนุนกับเทคโน
โลยีใหม่ ๆ ในอนาคตได้ด้วย โดยส่วนประกอบต่าง ๆ ที่สำคัญของเมนบอร์ด ซึ่งจะกล่าวถึงในบทนี้มีดังนี้
 
1.2.1 ชิปเซ็ต (Chipset)
          ชิปเซ็ตเป็นหัวใจหลักของเมนบอร์ด ถูกติดตั้งมากับเมนบอร์ด ชิปเซ็ตจะเป็นตัวบอกให้ทราบว่าเมนบอรืดรุ่นนั้นสามารถรองรับกับซีพียู และอุปกรณ์อะไรได้
บ้าง อีกทั้งยังเป็นตัวกำหนดประสิทธิภาพของเครื่องพีซีอีกด้วย เช่น ความเร็วบัส การแสดงผลของการ์ดจอ เป็นต้น
 
ชิปเซ็ต North Bridge : ชิปเซ็ต North Bridge เป็นส่วนทีทำหน้าที่ควบคุมอุปกรณ์ที่ทำงานด้วย ความเร็วสูง ซึ่งตำแหน่งของอุปรกรณ์เหล่านี้จะ
อยู่รอบ ๆ ชิปเซ็ตตัวนี้นั่นเองได้แก่ ซีพียู, หน่วยความจำ และสล็อต PCI EXpress (หรือสล็อต AGP) สำหรับติดตั้งการ์ด
แสดงผล
   
ชิปเซ็ต South Bridge : ชิปเซ้ต  South Bridge   เป็นชิปที่มีขนาดเล็กกว่าชิปเซ็ต  North Bridge   อยู่ด้านล่างของเมนบอร์ด  ทำหน้าที่ควบคุม
อุปกรณ์ที่มีความเร็วในการทำงานต่ำกว่า  เช่น  ฮาร์ดดิสก์, ฟล็อปปี้ดิสก์ไดรว์, คีย์บอร์ด, เมาส์, ชิปไบออส และช่องเชื่อม
ต่อต่าง ๆ (Connector Port) รวมทั้งสล็อตติดตั้งการ์ดต่าง ๆ ด้วย
          ผู้ผลิตชิปเซ็ตรายสำคัญในปัจจุบันก็  ได้แก่  Intel  ซึ่งผู้ผลิตชิปเซ็ตสำรหับเมนบอร์ดที่ทำงานร่วมกับซีพียูจากค่าย  Intel  เช่น  Pentium 4, Intel Core 2
Duo เป็นต้นชิปเซ็ตของค่าย AMD เองที่ผลิตเพื่อใช้ร่วมกับซีพียู AMD นอกจากนั้นยังมีชิปเซ็ตจากค่าย nVIDIA (ที่มักรวมการทำงานที่รองรับการแสดงผลขึ้นสูง
ไว้ด้วย) ชิปเซ็ตจาค่าย VIA และ SIS ที่ผลิตขึ้นสำหรับทั้งเมนบอร์ดทีทำงานกับซีพียูของ Intel และ AMD ซึ่งมีประสิทธิภาพ และราคาที่แตกต่างกันไป
 
1.2.2 ซ็อกเก็ตสำหรับติดตั้งซีพียู
          สิ่งสำคัญเมื่อเลือกซื้อเมนบอร์ดก็คือ ต้องเลือกซ็อกเก็ต (Socket) ติดตั้งซีพียูให้ตรงกับซีพียูที่เราเลือกไว้เพราะซีพียูแต่ละรุ่นจะมีอินเทอร์เฟสซ็อกเก็ตต่าง ๆ
กัน และเมนบอร์ดแต่ละตัวก็จะมีซ็อกเก็ตเพียงชนิดเดียว เท่านั้น ซ็อกเก็ตนั้นจะเป้นช่องติดตั้งรูปสี่เหลี่ยม ซึ่งซีพียูในปัจจุบันจะใช้อินเทอร์เฟสแบบนี้เป็นส่วนใหญ่
          สำหรับซ็อกเก็ตแต่ละแบบ จะสนับสนุนการติดตั้งซีพียูจากแต่ละค่าย แต่ละรุ่นแตกต่างกันไป เช่น ซีพียู บนเครื่องเดสก์ท็อปจากค่ายอินเทลส่วนใหญ่จะติด
ตั้งกับ Socket LGA775 ส่วนซีพียูของค่าย AMD รุ่นใหม่ ๆ จะใช้กับ Socket 939 หรือซ็อกเก็ตรุ่นใหม่อย่าง Socket AM2 เป็นต้น รายละเอียดของซ็อกเก็ตแต่ละ
แบบในการสนับสนุนซีพียูรุ่นต่าง ๆ แสดงดังตารางต่อไปนี้
 
ชนิดซ็อกเก็ต ลักษณะซ็อกเก็ต จำนวนขา รุ่นของซีพียู
LGA 775 775 ขา (เป็นปุ่มแทน
เข็มพินในแบบเดิม)
  Intel Pentium 4 (2.66-3.80 GHz)
Intel Celeron D (2.53-3.46 GHz)
Intel Pentium 4 Extreme Edition (3.20-3.73 GHz)
Intel Pentium D (2.66-3.60 GHz)
Intel Pentium Extreme Edition (3.20-3.73 GHz)
Intel Core 2 Duo (1.60-2.67 GHz)
Intel Core 2 Extreme (2.93 GHz)
         
Socket 478
(mPGA478)
478 ขา  

Intel Pentium 4 (1.4-3.4 GHz)
Intel Celeron (1.7-3.2 GHZ)
Celeron D (to 3.2 GHz)
Intel Pentium 4 Extreme Edition (3.2-3.4 GHz)

         
Socket 754 754 ขา   AMD Athlon 64 (2800+-3700+)
AMD Sempron (2500+-)
AMD Turion 64 (ML and MT)
         
Socket 940 940 ขา   AMD Athlon 64 FX
AMD Opteron
         
Socket 939 939 ขา   AMD Athlon 64 (3000+-4000+)
AMD Athlon 64 FX, AMD Athlon 64 X2
AMD Opteron 1xx series
AMD Sempron 3xxx
         
Socket AM2 -   Athlon 64 (รุ่นใหม่), Athlon 64 X2 (รุ่นใหม่)
Athlon 64 FX (รุ่นใหม่), Sempron (รุ่นใหม่)
 
1.2.3 สล็อตสำหรับติดตั้งแรม
          ในการซื้อเครื่องพีซีนั้น โดยมากเราจะไม่ใช้แรมมากนักหากมีงบประมาณที่จำกัด โดยมักเริ่มที่แรมขนาด 256 MB ก่อนและจึงค่อยทยอยซื้อแรมเพิ่มในภาย
หลังได้ ซึ่งสล็อตสำหรับติดตั้งแรมบนเมนบอร์ดนั้น ส่วนใหญ่จะมีมาให้ทั้งหมด 3 ช่อง สำหรับแรมที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน มีอยู่ 4 ชนิดด้วยกัน คือ SDRAM (แทบไม่มี
ใช้แล้วบนเมนบอร์ดรุ่นใหม่ในปัจจุบัน),  DDR, DDR2   และ RDRAM   ซึ่งจะต้องติดตั้งลงบนช่องสล็อตต่าง ๆ  กัน   คือ  บนช่องสล็อตแบบ DIMM, แบบ DDR
DIMM, แบบ DDR2 DIMM และแบบ DDR2 DIMM ตามลำดับ
 
ประเภทแรม ความเร็ว ช่องติดตั้งบนเมนบอร์ด
SDRAM   66 MHz, 100 MHz
และ 133 MHz

ช่องติดตั้งแบบ DIMM (มี 168 Pin)



       
DDR  

PC 1600 (DDR 200)
PC 2100 (DDR 266)
PC 2700 (DDR 333)
PC 3200 (DDR 400)
PC 3500 (DDR 433)
PC 3600 (DDR 450)
PC 4000 (DDR 500)
PC 4200 (DDR 533)
PC 4400 (DDR 550)
PC 4500 (DDR 566)
PC 4800 (DDR 600)
PC 5000 (DDR 625)

ช่องติดตั้งแบบ DDR DIMM (มี 184 Pin)



       
DDR2   PC2 3200 (DDR2 400)
PC2 4200 (DDR2 533)
PC2 5300 (DDR2 667)
PC2 6400 (DDR2 800)
PC2 8000 (DDR2 1000)
ช่องติดตั้งแบบ DDR2 DIMM (มี 240 Pin)



       
RDRAM
(RAMBUS)
  600 MHz, 700 MHz,
800 MHz และ 1066 MHz
ช่องติดตั้งแบบ RIMM (มี 184 Pin)



 
1.2.4 สล็อตเสียบการ์ดต่าง ๆ
          นอกจากซ็อกเก็ตสำหรับติดตั้งชิปซีพียู และสล็อตสำหรับติดตั้งการ์ดแรมแล้ว บนเมนบอร์ดยังมีสล็อตประเภทอื่น ๆ สำหรับติดตั้งการ์ดต่าง ๆ อีก เช่น การ์ด
แสดงผล (VGA Card), การ์ดเสียง (Sound Card) หรือการ์ดแลน (LAN Card) เป็นต้น ซึ่งสล็อตมาตรฐานที่มีอยู่บนเมนบอร์ด และการ์ดที่สามารถติดตั้งบน
สล็อตเหล่านี้ได้ มีดังนี้
 
 
สล็อต PCI บริษัทอินเทลได้นำเสนอสล็อต  PCI  (Peripheral Connection Interface)  ที่กลายมาเป็นมาตรฐานในปัจจุบัน   โดยเพิ่มความ
เร็วในการติดต่อระหว่างซีพียูกับอุปกรณ์ต่างๆ ให้สูงขึ้น สามารถยังใช้งานร่วมกับการ์ดที่เป็น 64 บิตได้ ในปัจจุบันมีสล็อตประเภท
นี้อยู่บนเมนบอร์ดอย่างน้อย 3-4 ช่อง สล็อตแบบ PCI นั้น มีความเร็วในการรับส่งข้อมูลอยู่ที่ 33 MHz หรือ 133 MB/s และการ์ด
เชื่อมต่อที่ใช้อินเทอร์เฟสแบบ  PCI  นั้นหาได้ง่ายและราคาไม่สูงนัก  เช่น  การ์ดเครือข่าย  (LAN Card), การ์ดโมเด็ม  หรือการ์ด
เสียง (Sound Card) เป็นต้น
   
สล็อต PCI Express มาตรฐานการเชื่อมต่อแบบ  PCI  เป็นรูปแบบการเชื่อมต่อที่มีมานาน  การ์ดหลาย ๆ  ชนิดถูกผลิตขึ้นสำหรับติดตั้งบนสล็อต  PCI
เป็นหลัก   เนื่องจากสล็อตประเภทนี้จะมีมากับเมนบอร์ดด้วยเสมอ   แต่เนื่องจากการพัฒนาทางด้านอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ที่มีอย่างต่อ
เนื่อง การรับ/ส่งข้อมูลของอุปกรณ์อื่นๆ ที่สูงขึ้น เช่น ซีพียู, ฮาร์ดดิสก์ หรือการ์ดแสดงผล (ที่ติดตั้งบนสล็อต AGP) ทำให้อุปกรณ์
ที่ติดตั้งบนสล็อต PCI  มีการรับ/ส่งข้อมูลที่ช้ากว่าส่วนอื่น ๆ  มาตรฐาน PCI Express จึงถูกคิดค้นขึ้น (เรียกสั้น ๆ ว่า PCIx) จาก
เดิมที่การ์ดต่าง ๆ  ซึ่งเชื่อมต่อกับสล็อต  PCI  จะรับ/ส่งข้อมูลได้ 133MB/s (ความกว้างบัส 32 บิต  ใช้ความถี่สัญญาณนาฬิกาที่
33 MHz)  ซึ่งในเครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่ต้องการรับ/ส่งหรือบริหารข้อมูลจำนวนมาก   จะมีการพัฒนาสล็อต  PCI  ไปใช้ความกว้างบัสที่
64 บิต โดยจะได้ความเร็วในการรับ/ส่งข้อมูลที่ 528 MB/s แทน
          PCI  Express    ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองการรับ/ส่งข้อมูลขนาดใหญ่   และนำมาใช้เป็นมาตรฐานการเชื่อมต่อของการ์ดแสดงผลในปัจจุบัน  สล็อต  PCI
Express  จะมีด้วยกัน 2 แบบ  คือ PCI x1  ที่สามารถรับ/ส่งข้อมูลได้ที่ความเร็วถึง 500 MB/s  โดยจะเข้ามาแทนที่สล็อต PCI ปกติ และ PCI x16 สำหรับการ์ด
แสดงผลที่จะเข้ามาแทนที่สล็อต AGP ในปัจจุบัน โดยสามารถรับส่งข้อมูลได้ที่ความเร็ว 8 GB/s เลยทีเดียว
 
ตารางเปรียบเทียบอัตราการรับส่งข้อมุลของสล็อตมาตรฐานต่าง ๆ
  มาตรฐานการเชื่อมต่อ PCI (เดิม) AGP 8x PCI 1x PCI 16x
  อัตรารับ/ส่งข้อมูล 133 MB/s 2 GB/s 500 MB/s 8 GB/s
 
1.2.5 ช่องต่อ อุปกรณ์ IDE
          อุปกรณ์ประเภทที่ใช้การเชื่อมต่อเข้ากับช่อง IDE (Integrated Drive Electronic) นั้นมีอยู่ 2 ชนิด คือ ฮาร์ดดิสก์และไดรว์ซีดี/ดีวีดี โดยขั้วต่อ IDE จะเป็น
แบบ Built-in ที่ถูกติดตั้งอยู่บนเมนบอร์ดจำนวน 2 ขั้วโดย 1 ขั้วต่อนั้นสามารถติดตั้งอุปกรณ์ IDE ได้ 2 ตัว ซึ่งหมายความว่าเราจะติดตั้งอุปกรณ์ IDE ได้สูงสุด 4
ตัว
 
 
มาตรฐาน Ultra ATA/66/100/133

ขณะนี้ฮาร์ดดิสก์ได้รับการพัฒนาให้ทำงานได้เร็วขึ้น  คือ   จากโหมดการทำงานแบบ  Ultra ATA/33  และ Ultra ATA/66
ได้ถูกปรับปรุงเป็น  Ultra ATA/100  และ  Ultra ATA/133  ตามลำดับ   โดยเพิ่มสายกราวนด์เพื่อลบสัญญาณรบกวนเป็น
สายแบบ 80 เส้น (สำหรับไดรว์ซีดีรอมนั้นจะยังคงใช้การทำงานในโหมด Ultra ATA/133 เท่านั้น)

   
มาตรฐาน Serial ATA ในปัจจุบันมีรูปแบบการเชื่อมต่อแบบใหม่ที่จะกลายมาเป็นมาตรฐานสำหรับฮาร์ดดิสก์ต่อไป     เพื่อพัฒนาความเร็วในการ
รับ/ส่งข้อมูลให้สูงขึ้น    คือ   Serial  ATA   โดยหันมาใช้รูปแบบการรับ/ส่งข้อมูลแบบอนุกรม   (Serial)   แทนแบบขนาน
(Parallel)    ที่ใช้อยู่เดิมบนมาตรฐาน   IDE   ทำให้สามารถรับ/ส่งข้อมูลด้วยความเร็วที่   150  MB/s   สายเชื่อมต่อของ
มาตรฐาน Serial ATA จะมีขนาดเล็กกว่าแบบ IDE มากทีเดียว ต่อเข้ากับช่องเชื่อมต่อ Serial ATA บนเมนบอร์ด ทำให้
มีพื้นที่การไหลเวียนของอากาศภายในตัวเครื่องได้ดีกว่าด้วย
 
ตารางแสดงการรับ/ส่งข้อมูลของมาตรฐานการเชื่อมต่อรูปแบบต่าง ๆ
โหมดการทำงาน อัตรารับส่งข้อมูล สายสัญญาณ อุปกรณ์เชื่อมต่อ
  Ultra ATA/66   66 MB/s   ฮาร์ดดิสก์/ไดรว์ซีดีที่ทำงาน
บนมาตรฐาน Ultra ATA/66
  Ultra ATA/100   100 MB/s   ฮาร์ดดิสก์/ไดรว์ซีดีที่ทำงาน
บนมาตรฐาน Ultra ATA/100
  Ultra ATA/133   133 MB/s   ฮาร์ดดิสก์ที่ทำงานบน
มาตรฐาน Ultra ATA/133
ซึ่งถือเป็นมาตรฐานหลักของ
ฮาร์ดดิสก์ปัจจุบัน
  Serial ATA   150 MB/s   ฮาร์ดดิสก์หรือไดรว์ซีดี ที่
ทำงานบนมาตรฐานใหม่
คือ Serial ATA
 
                นอกจากนั้นบนเมนบอร์ดรุ่นใหม่ ๆ ในปัจจุบัน ยังมีช่อง RAID (Redundant Array of Indexpensive Disk) ที่ทำให้เราสามารถนำฮาร์ดดิสก์มากกว่า
    2 ตัวขึ้นไปมาต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อให้เป็นเสมือนฮาร์ดดิสก์ตัวเดียวได้
 
1.2.6 ช่องต่อฟล็อปปี้ดิสก์ไดรว์
          ฟล็อปปี้ดิสก์  (Floppy Disk) เป็นอุปกรณ์เก็บข้อมูลขนาดเล็ก สำหรับช่องต่อฟล็อปปี้ดิสก์ไดรว์บนเมนบอร์ดนั้น จะอยู่ใกล้ ๆ กับช่องต่อ IDE นั่นเอง โดยมี
ขนาดสั้นกว่า (34 ขา) สามารถใช้ต่อกับฟล็อปปี้ดิสก์ไดรว์ได้ 2 ตัว ใช้สายสัญญาณเชื่อมต่อระหว่างไดรว์กับช่องเชื่อมต่อบนเมนบอร์ดเช่นเดียวกับฮาร์ดดิสก์
 
1.2.7 พอร์ตเชื่อมต่ออุปกรณ์ภายนอก
          พอร์ตเชื่อมต่อที่อยู่บริเวณด้านข้างของเมนบอร์ดนั้น      จะใช้เชื่อมต่อเข้ากับอุปกรณ์ภายนอกต่าง  ๆ      เพื่อรับ/ส่งข้อมูลเข้ามาภายในเครื่อง     ไม่ว่าจะเป็น
คีย์บอร์ด, เมาส์, จอแสดงผล, ลำโพง หรือเครื่องพิมพ์   ซึ่งพอร์ตเหล่านี้ เมื่อประกอบเครื่องเสร็จแล้ว  จะโผล่ออกมาทางด้านหลังของเคสนั่นเอง   ตามปกติในเมน-
บอร์ดจะมีพอร์ตต่าง ๆ สำหรับเชื่อมต่ออุปกรณ์บนเครื่องคอมพิวเตอร์ ดังนี้
 
 
ส่วนประกอบ   คำอธิบาย
  พอร์ต PS/2   พอร์ตมาตรฐานสำหรับเมาส์และคีย์บอร์ด    โดยพอร์ตที่ใช้เชื่อมต่อกับคีย์บอร์ดจะเป็นสีม่วง    และพอร์ตเชื่อมต่อกับ
เม้าส์จะเป็นสีเขียว ซึ่งเป็นตัวซ็อกเก็ตแบบตัวกลม
       
  พอร์ตอนุกรม (Serial Port)   มีอยู่ 2 พอร์ต เพื่อช่วยให้เราต่อใช้กับอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น โมเด็มแบบติดตั้งภายนอกหรือใช้กับเม้าส์รุ่นเก่าที่ใช้พอร์ต
อนุกรม เป็นต้น
       
  พอร์ตขนาน (Parallel Port)   ใช้ต่อเข้ากับเครื่องพิมพ์ และเครื่องสแกนเนอร์ (บางรุ่น) บางครั้งจึงถูกเรียกว่า Printer Port
       
  พอร์ต USB   เป็นพอร์ตมาตรฐานการส่งข้อมูลแบบดิจิตอล ระหว่างอุปกรณ์หลายชนิดที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง เครื่องคอมพิวเตอร์
ควรจะมีพอร์ต  USB  อย่างน้อย  2  พอร์ตขึ้นไป  เพราะอุปกรณ์ต่าง  ๆ   เปลี่ยนมาใช้การเชื่อมต่อแบบ  USB  เกือบ
ทั้งหมดแล้ว
       
  พอร์ตเครือข่าย LAN   สำหรับเชื่อมต่อเข้ากับสายสัญญาณ LAN ซึ่งจะมาพร้อมกับเมนบอร์ดที่สนับสนุนการเชื่อมต่อกับเครือข่าย
       
  พอร์ต MIDI/Game   เป็นพอร์ตที่มาพร้อมกับเมนบอร์ด    ที่ติดตั้งการทำงานด้านเสียงไว้  โดยจะมีช่อง  Line Out,  MIC in  และ  Line in
สำหรับต่อกับลำโพง, ไมโครโฟน และนำเสียงเข้า
       
  พอร์ต Firewire   บางครั้งถูกเรียกว่า  i.LINK  หรือ  FireWire  เป็นพอร์ตรับส่งข้อมูลความเร็วสูง  ใช้กับพวกการส่งข้อมูลวิดีโอดิจิตอล
เครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ๆ และในเครื่องโน้ตบุ๊กจะมีพอร์ตชนิดนี้ติดตั้งมาให้ด้วย หรืออาจซื้อการ์ด IEEE1394 แยก
มาติดตั้งเพิ่มหากต้องการนำเข้าวิดีโอจากกล้องดิจิตอลวิดีโอ
 
1.2.8 ชิปไบออส (BIOS)
          ไบออส   เป็นหน่วยควมจำขนาดเล็กสำหรับเก็บข้อมูลที่ใช้ควบคุมและสนับสนุนให้อุปกรณ์ต่าง ๆ   ทำงานตามโปรแกรม  ในขณะเปิดเครื่องไบออสจะตรวจ
สอบการทำงานของอุปกรณ์ต่าง ๆ  และหากมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นจะทำการส่งสัญญาณแจ้งให้ทราบ  (ทั้งทางข้อความ  และเสียงเตือน)  หากไม่พอความผิดพลาด
เครื่องก็จะสามารถเข้าสู่ Windows ได้ตามปกติ
 
          ชิปไบออสที่ติดตั้งอยู่บนเมนบอร์ดในปัจจุบันจะมีอยู่ 2 ลักษณะ คือ แบบ
รูปทรงสี่เหลี่ยมจตุรัส (แบบ PLCC)  ที่ขาสัญญาณอยู่รอบตัว  และแบบรูปทรง
สี่เหลี่ยมผืนผ้า (แบบ DIP) แบบมีขาสัญญาณด้านข้าง
 

2. ซีพียู

           ซีพียู (CPU : Central Processing Unit)  หรือหน่วยประมวลผลกลาง เป็นเสมือนสมองของคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีหน้าที่หลักในการประมวลผลข้อมูล โดยรับ
ข้อมูลจากผู้ใช้ผ่านอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น เมาส์ และคีย์บอร์ด จากนั้นจึงทำการประมวลผล และส่งผลลัพธ์ออกมาทางอุปกรณ์แสดงผล เช่น ทางจอภาพ ลำโพง หรือ
เครื่องพิมพ์ ดังนั้นซีพียูจึงถือเป็นหัวใจหลักของคอมพิวเตอร์ และได้มีการพัฒนาด้านความเร็ว และเทคโนโลยีการผลิตมาอย่างต่อเนื่อง
 
          ซีพียูในปัจจุบันจะมีลักษณะเป็นชิปรูปทรงสี่เหลี่ยมจตุรัสขนาดเล็ก โดย
ติดตั้งลงบนช่องที่เรียกว่า    Socket    บนเมนบอร์ดซึ่งเป็นแผ่นวงจรหลักของ
เครื่อง  ซีพียูในปัจจุบัีนมีหลายรุ่น  หลายความเร็ว สำหรับรองรับการทำงานใน
ระดับต่าง ๆ กัน
 
2.1 มาตรวัดประสิทธิภาพซีพียู
          สำหรับการพิจารณาเลือกซีพียูนั้น  นอกจากดูความเร็วในการทำงานของซีพียูแล้ว  ยังมีปัจจัยอื่น ๆ อีกที่เราต้องพิจารณา ต่อไปนี้เป็นคุณสมบัติต่าง ๆ ที่เรา
ควรมองหา และให้ความสำคัญในการเลือกซีพียู
 
ความเร็วซีพียู มีวิธีวัดประสิทธิภาพการทำงานของซีพียูอยู่หลายวิธี       แต่ที่จะพบได้บ่อยคือ     การวัดความเร็วเป็นหน่วยเมกะเฮิร์ตซ์
(MHz = ล้านรอบในหนึ่งวินาที) ซึ่งเป็นความถี่ของสัญญาณนาฬิกาที่ควบคุมการทำงานของซีพียู เช่น ซีพียูที่สัญญาณ
ความถี่นาฬิกา  3600 MHz  หมายความว่าซีพียูทำงานได้ 3600 ล้านรอบในหนึ่งวินาที  มาตรฐานที่ใช้ในการวัดความ
เร็วของซีพียูนั้น จะใช้เป็นหน่วยของ Hz คือรอบต่อวินาที สำหรับปัจจุบันเมื่อความเร็วของซีพียูเพิ่มสูงขึ้น จากที่เคยวัด
ความเร็วโดยใช้หน่วย   MHz (เมกะเฮิร์ตซ์)  หรือล้านรอบต่อวินาที   ก็มีการใช้หน่วย  GHz (กิกะเฮิร์ตซ์)  หรือพันเมกะ-
เฮิร์ตซ์
   
ความเร็วบัส

หรือความเร็วสัญญาณนาฬิกาของระบบบัส    (Front Side Bus)      เป็นความเร็วที่ซีพียูใช้ในการส่งผ่านข้อมูลระหว่าง
โปรเซสเซอร์ หน่วยความจำ   และระบบแสดงผล มีหน่วยเป็น MHz (เมกะเฮิร์ตซ์)  ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติสำคัญของซีพียู
ในแต่ละรุ่นเลยทีเดียว โดยซีพียูแต่ละค่ายแต่ละรุ่นที่มีความเร็วเท่ากันนั้น อาจมีความเร็วบัสไม่เท่ากัน เพราะความเร็วที่
แท้จริงนั้นจะอยู่ที่คุณสมบัติตัวนี้ด้วยนั่นเป็นเหตุผลว่าซีพียู Intel Celeron D และ Intel Pentium 4 ที่ความเร็วเท่ากัน
เช่น 2.6 GHz เท่ากัน   ทำไมราคาของซีพียู Intel Pentium 4   ถึงได้มีราคาสูงกว่า ส่วนหนึ่งก็เพราะคุณสมบัติที่ความ
เร็วบัสของซีพียูนั่นเอง

   
หน่วยความจำแคช แคชเป็นหน่วยความจำชนิดหนึ่ง  ซึ่งมีความเร็วในการเข้าถึงและถ่ายโอนข้อมูลสูง  โดยจะมีหน้าที่ในการเก็บพักข้อมูล
ที่มีการใช้งานบ่อย ๆ เพื่อเวลาที่ซีพยูต้องการใช้ข้อมูลนั้น ๆ จะสามารถค้นหาได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่จำเป็นต้องไปค้น
หาจากข้อมูลทั้งหมด  ในปัจจุบันซีพียูรุ่นใหม่ได้ถูกพัฒนาให้ใช้งานได้ดีขึ้น  โดยมีการเพิ่มหน่วยความจำแคช (Cache
Memory) ไว้ภายในชิปเพื่อช่วยให้ซีพียูสามารถเรียกใช้ข้อมูลที่ใช้บ่อยผ่านแคชนี้ได้ดีกว่าการไปโหลดข้อมูลนี้มาใหม่
จากหน่วยความจำภายนอกซีพียูผ่านบัส ซึ่งจะช่วยลดเวลาในการทำงานที่ซ้ำซ้อนลงนั่นเอง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ซีพียูที
มีแคชทำงานได้เร็วกว่าซีพียูที่ไม่มีแคช ในขณะที่ใช้ความถี่สัญญาณนาฬิกาเดียวกัน
 
เพิ่มเติม : หน่วยความจำแคช
          หน่วยความจำแคช เป็นหน่วยความจำแบบ Static RAM (SRAM) ซึ่งมีความเร็วในการทำงานสูงกว่า Dynamic RAM (DRAM) ที่ใช้เป็นหน่วยความจำ
หลัก หน่วยความจำแคชถูกนำมาใช้ร่วมกับซีพียู ซึ่ง่ทำให้การทำงานของซีพียูที่มีขนาดหน่วยความจำแคชสูง สามารถทภงานได้เร็ว และมีประสิทธิภาพมกาขึ้น
โดยเราสามารถแบ่งหน่วยความจำแคชได้เป็นหลายระดับ ดังนี้
 
 
 
แคชระดับ 1 : แคชระดับที่  1  นี้เป็นแคชที่ถูกสร้างอยู่ภายในตัวซีพียู  ถือเป็นหน่วยความจำย่อยที่อยู่ใกล้กับซีพียูมากที่สุดซึ่งแคชระดับ 1  จะแบ่งออกเป็นสอง
ส่วนเท่า ๆ กัน  คือ แคชคำสั่ง และแคชข้อมูล  เช่น ใน AMD Sempron จะมีขนาดแคชระดับ 1 ขนาด 128 KB ซึ่งจะใช้เป็นแคชคำสั่ง และแคช
ข้อมูลอย่างละ  64 KB  ในปัจจุบันเมื่อพูดถึงความเร็วแคชที่ใช้วัดประสิทธิภาพซีพียู  จะไม่ได้หมายความถึงแคชระดับที่ 1  แต่เป็นแคชระดับ 2 ที่
กลายมาเป็นมาตรฐานวัดสำคัญสำหรับซีพียูในแต่ละรุ่นและแต่ละค่ายเมื่อนำมาเปรียบเทียบกัน
   
แคชระดับ 2 : เป็นหน่วยความจำแคชในซีพียูอีกส่วนที่เพิ่มขึ้น  โดยเมื่อใดที่ซีพียูค้นหาข้อมูลในแคชระดับ 1  ไม่พบก็จะไปค้นหาต่อในแคชระดับ 2  สำหรับซีพียู
ทุำก ๆ รุ่นในปัจจุบันจะมีแคชระดับ 2  ติดมาด้วยเสมอซึ่งกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกซีพียูเลยทีเดียว L2 Cache  เป็นองค์ประกอบสำคัญที่
มีผลกับประสิทธิภาพการทำงานโดยรวมของระบบ   เป็นหน่วยความจำที่โปรเซสเซอร์ใช้เก็บข้อมูลที่ต้องเรียกใช้บ่อย  หน่วยความจำพื้นฐานหรือ
RAM   นั้นมีขนาดใหญ่จะสามารถเก็บข้อมูลที่ต้องเรียกใช้บ่อยได้มากขึ้น   ทำให้การทำงานโดยรวมมีประสิทธิภาพ   และตอบสนองการทำงานได้
รวดเร็วยิ่งขึ้น
   
แคชระดับ 3 : นอกจากหน่วยความจำแคชระดับ 1 และระดับ 2 แล้ว หลายคนอาจเคยได้ยิน แคชระดับ 3 ซึ่งเป็นหน่วยความจำแคชที่อยู่ภายนอกซีพียู โดยการ
ติดตั้งแคชไว้บนเมนบอร์ด  เราเรียกแคชนี้ว่าแคชภายนอก  หรือ External Cache  ตัวอย่างซีพียูที่มีแคชระดับ 3 คือ  Intel Pentium 4 with HT
Technology Extreme ที่มีแคชระดับ 3 สูงถึง 2 MB เลยทีเดียว
 
 
เทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิต : ก้าวในการพัฒนาของซีพียูมักมีเรื่องของเทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิตเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ      เพระาโปรเซสเซอร์ใน
ปัจจุบันเป็นการบรรจุจำนวนทรานซินเตอร์ลงไปบนพื้น่ที่เล็ก ๆ   ที่เป็นขนาดของลายวงจร   ซึ่งมีขนาดต่าง ๆ กัน  เช่น
0.18, 0.13, 0.09 และ 0.065 ไมครอน(1 ไมครอน = 1 ในล้านเมตร)  ซึ่งขนาดของลายวงจรเหล่านี้ยิ่งเล็กลงได้เท่าไร
ก็จะสามารถใส่จำนวนของทรานซินเตอร์ลงไปมากขึ้น   ซึ่ง่ทำให้สามารถเพิ่มความเร็วของสัญญาณนาฬิกาขึ้นไปได้อีก
   
ซีพียูแบบหลายแกน :

เป็นเทคโนโลยีในซีพียูที่กลายมาเป็นจุดขายในปัจจุบัน   ก็คือการทำงานของซีพียูแบบหลายแกนประมวลผลในชิปซีพี
ยูตัวเดียวซึ่งในปัจจุบันก็คือ Dual Core Technology ทีึ่ทำงานด้วยหน่วยประมวลผล 2 ตัว (เราคงได้เห็นการทำงาน
ที่มากกว่า  2  หน่วยประมวลผลในอนาคต)   จากซีพียูรุ่นก่อนที่ทำงานในแบบหน่วยประมวลผลเดียว  (Single  Core)
เทคโนโลยี  Dual Core  ทำให้โปรเซสเซอร์สามารถประมวลงานได้พร้อมกันแบบขนาน  (ต่างจากเทคโนโลยี Hyper Threading ตรงที่ HT  จะประมวลผลโดยใช้หน่วยประมวลผลเดียว จึงไม่ใช่การประมวลผลแบบขนานแท้จริง ในขณะ
ที่เทคโนโลยี Dual Core จะใช้หน่วยประมวลผลสองตัวในการประมวลผลแบบขนานอย่างสมบูรณ์)

   
การทำงานในระดับ 64 บิต : การทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน ทั้งในเชิงซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ยังคงทำงานที่ระดับ 32 บิต การก้าวเข้า
มาของซอฟต์แวร์ประเภท 64 บิต เช่น Windows XP 64 Bit Edition ซึ่งจะทำให้การประมวลผลที่เกิดขึ้นทำงานแบบ
เร็วเขึ้น  (แต่ซอฟต์แวร์ที่ทำงานบน Windows ในปัจจุบัน รวมทั้งตัว Windows เองก็ยังคงทำงานที่ระดับ 32 บิต) ใน
ด้านของฮาร์ดแวร์จึงต้องมีอุปกรณ์ที่รองรับการทำงานในระดับนี้ด้วย     โดยเฉพาะซีพียูที่สามารถรองรับการประมวลผล
ในระดับ  64  บิตในปัจจุบันได้มีการเปิดตัวซีพียูที่สนับสนุนการทำงานแบบ 64 บิต  ที่ชิงเปิดตัวออกมาก่อนก็คือ  ซีพียู
จากค่ายเอเอ็มดี ทั้งซีพียูบนเครื่องพีซีเดสก์ท็อป  และบนเครื่องโน้ตบุ๊กซึ่งภายหลัง Intel ก็เปิดตัวชิปซีพียูที่รองรับ 64
บิตตามมาด้วย
 
2.2 รู้จัก Form Factor ของซีพียู
          Form Factor เป็นรูปแบบของชิปซีพียูที่จะติดตั้งบนเมนบอร์ดซึ่งในอดีต Form Factor ของซีพียูจะมีลักษณะเป็นแท่งสี่เหลี่ยมผืนผ้าและติดตั้งลงบนสล็อต
ปัจจุบันอาจเรียกได้ว่ามีเพียงรูปแบบเดียวเท่านั้น คือ แบบชิป (Chip)  ซึ่งเป็นซีพียูที่มีตัวถังแบน โดยด้านล่างอาจแบ่งออกได้เป็น 2 แบบ คือ แบบที่มีขาพินยื่น
ออกมา (PGA) สำหรับติดตั้งลงบนซ็อกเก็ตบนเมนบอร์ด  และแบบที่เป็นหัวสัมผัส (LGA) สำหรับติดตั้งลงบนซ็อกเก็ตแบบใหม่ที่มีใช้ในบรรดาซีพียูรุ่นใหม่ ๆ ของ
อินเทล โดยซีพียูแต่ละรุ่น แต่ละค่ายจะมีจำนวนของขาพินและขนาดของชิปซีพียูที่แตกต่างกัน โดยจะมีชื่อเรียกซ็อกเก็ตที่ใช้กับซีพียูรุ่นนั้น ๆ โดยเฉพาะ
          ในปัจจุบันเราสามารถแบ่งรูปแบบของ Form Factor หรือบรรจุภัณฑ์ (Packaging) ของซีพียูได้ดังนี้
 
2.2.1 Form Factor แบบ PGA
          PGA (Pin Grid Array) เป็นบรรจุภัณฑ์แบบที่ใช้กันอยู่ในซีพียูรุ่นปัจจุบัน ทั้งในเอเอ็มดี และอินเทล (เฉพาะซีพียูรุ่นเก่า สำหรับซีพียูรุ่นใหม่ ๆ ของอินเทล
หันไปใช้บรรจุภัณฑ์แบบ LGA เกือบทั้งหมด ซึ่งจะกล่าวถึงในหัวข้อถัดไป) ซีพียูทีใช้บรรจุภัณฑ์แบบ PGA จะมีลักษณะเป็นชิปที่ด้านบนจะเป็นผิดเรียบและด้าน
ล่างจะมีขาพินยื่นออกมาจำนวนมาก สำหรับติดตั้งลงบนฐานซ็อกเก็ตซีพียูบนเมนบอร์ดอีกที ดังรูป
 
 
          สำหรับซ็อกเก็ตแบบ PGA ที่มีให้เห็นและใช้งานกันอยู่จากซีพียูแต่ละรุ่น แต่ละค่ายบนเครื่องเดสก์ท็อปในปัจจุบัน มีดังนี้
 
  ประเภทซ็อกเก็ต   รุ่นซีพียู
  Socket 478 (mPGA478)   Intel Pentium 4 (1.4-3.4 GHz)
Intel Celeron (1.7-3.2 GHz)
Celeron D (to 3.2 GHz)
Intel Pentium 4 Extreme Edition (3.2,3.4 GHz)
  Socket 754   AMD Athion 64 (2800+-3700+)
AMD Sempron (2500+-)
AMD Turion 64 (ML and MT)
  Socket 940   AMD Athion 64 FX, AMD Opteron
  Socket 939   AMD Athion 64 (3000+-4000+)
AMD Athion 64 FX, AMD Athion 64 X2
Opteron 1xx series บางรุ่น
Sempron 3xxx บางรุ่น
  Socket AM2   Athion 64 (รุ่นใหม่), Athion 64 X2 (รุ่นใหม่)
Athion 64 FX (รุ่นใหม่), Sempron (รุ่นใหม่)
 
2.2.2 Form Factor แบบ LGA
          LGA (Land Grid Array) เป็นบรรจุภัณฑ์แบบใหม่ที่พัฒนาขึ้นมาใช้กับซีพียูจากค่ายอินเทลซึ่งซีพียูรุ่นใหม่ของอินเทลจะหันมาใช้บรรจุภัณฑ์แบบนี้ทั้งหมด
ซึ่งมีการเปลี่ยนจากเข็มพิน (PGA) มาเป็นวัสดุนำไฟฟ้าทรงกลมเรียงกันเป็นแผงแทนเข็มพิน หรือหลายคนเรียกว่าซีพียูไม่มีขา การติดตั้งก็คือทำให้หน้าสัมผัสแนบ
กับซ็อกเก็ต ซึ่งจะทำให้ได้พื้นที่ผิวสัมผัสมากขึ้นกว่าแบบเดิม  โดยรุ่นที่ออกมาในปัจจุบันยังมีเพียงรุ่นเดียวเท่านั้น คือ LGA775 (หรือมักเรียกกันว่า Socket 775
หรือ Socket T) คือจะมีลูกทรงกลมที่ตัวชิปทั้งหมด 775 ลูก
 
 
          ซีพียูที่ใช้แพ็กเกจแบบ LGA 775  ได้แก่ Intel Pentium 4 (2.66-3.80 GHz), Celeron D (2.53-3.46 GHz), Pentium 4 Extreme Edition (3.2-3.73
GHz), Pentium D (2.66-3.60 GHz), Pentium Extreme Edition (3.2-3.73 GHz), Core 2 Duo (1.60-2.67 GHz) และ Core 2 Extreme (2.93 GHz)
 
2.3 รู้จักซีพียูรุ่นต่าง ๆ จากอินเทล
          อินเทล  (Intel)  ถือได้ว่าเป็นบริษัทผู้ผลิตชิปซีพียูที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในปัจจุบัน ความโดดเด่น ของซีพียูจากค่ายนี้นอกจากเรื่องของความเร็วแล้ว ก็
คือ เทคโนโลยีการใช้ซีพียูแบบหลายแกน  เช่น Dual-Core  (ใช้โปรเซสเซอร์ 2 ตัว)  และ  Quad-Core (ใช้โปรเซสเซอร์ 4 ตัว)  ทีมีการเปิดตัวเพื่อนำไปใช้กับ
คอมพิวเตอร์ที่ต้องการการประมวลผลในระดับสูง
          อินเทลได้พัฒนาเทคโนโลยีการผลิตชิปซีพียูมาอย่างต่อเนื่อง    โดยนอกจากเทคโนโลยีหลักที่นำมาใช้ในซีพียูรุ่นใหม่  เช่น  เทคโนโลยี  Dual-Core  หรือ
Quad-Core แล้ว ยังมีเทคโนโลยีเสริมอื่น ๆ ที่เพิ่มเข้ามาเพื่อให้การทำงานในด้านต่าง ๆ มีประสิทธิภาพยิ่งึ้น เช่น Hyper Threading Technology, Enhanced
Intel SpeedStep Technology, Intel Extended Memory 64 Technology เป็นต้น
 
  ชิปซีพียู Intel Core 2 Extreme Quad-core
            หลังเปิดตัว Intel Core 2 Extreme ที่ใช้สถาปัตยกรรมแบบ Dual-Core
ได้เพียง 1 เดือน  อินเทลก็เปิดตัวชิปซีพียูที่เป็น Quad-Core   ตามมาถือเป็นอีก
ก้าวสำคัญของวงการซีพียู  ซึ่ง Quad-Core ก็คือชิปซีพียูที่ประกอบไปด้วยแกน
โปรเซสเซอร์ 4 แกนบนชิป   (ถือเป็นผู้ผลิตรายแรกที่ใช้สถาปัตยกรรมนี้) ซึ่งจาก
ผลการทดสอบที่อินเทลวัดเมื่อเทียบกับซีพียูรุ่นก่อนหน้านี้   ถือว่าประสิทธิภาพที่
ได้สูงกว่ามากทีเดียว
            Intel Core 2 Extreme Quad-Core   ถูกออกแบบมาสำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ต้องการประสิทธิภาพในการประมวลผลระดับสูง   ต้องรันแอพ-
พลิเคชั่นมัลติมีเดีย  เช่น โมเดล 3 มิติ, การตัดต่อ/เรนเดอร์งานวิดีโอและเสียง หรือคอมพิวเตอร์สำหรับคอเกมเสมือนจริงที่มีการแสดงผลที่เฟรมเรตสูง ๆ
ด้วยโปรเซสเซอร์ในการประมวลผลถึง 4 ตัว ซึ่งทำให้งานต่าง ๆ ดำเนินไปได้อย่างราบรื่น
     
  ชิปซีพียู Intel Core 2 Extreme Dual-core
            Intel Core 2 Extreme   ถือเป็นซีพียูประสิทธิภาพสูงอย่างแท้จริง ซึ่งเปิด
ตัวตาม  Intel Core 2 Duo  ไม่นานนัก    เป้าหมายนอกจากสร้างความเป็นเบอร์
หนึ่งในแวดวงผู้ผลิตซีพียูแล้ว    เครื่องคอมพิวเตอร์ที่เหมาะสำหรับการนำชิปซีพียู
ตัวนี้ไปใช้ก็คือ   งานประมวลผลมัลติมีเดียระดับสูง  เช่น เกม  3  มิติความละเอียด
สูง/สมจริง   แอพพลิเคชั่นสำรหับสร้างไฟล์มัลติมีเดียระดับสูง  (จนถูกเรียกว่าซีพียู
สำหรับเกม  3  มิติที่ดีที่สุด)   เพื่อการแสดงผลที่ลื่นไหล  ไม่สะดุดทำให้ซีพียูต้อง
รองรับการประมวลผลในระดับที่ซับซ้อนได้ และมีความเร็วในการประมวลผลสูง
            Intel Core 2 Extreme ยังคงมาพร้อมเทคโนโลยี Dual-core และยังมีการยกเลิกตัวควบคุมการใช้ความเร็วบัสของโปรเซสเซอร์ (OverSpeed
Protection) เพื่อให้สามารถทำงานได้ที่ความเร็วสูงสุดขึ้นไปอีกสำหรับแอพพลิเคชั่นและเกมที่มีการประมวลผลสูง แอนิเมชั่นเสมือนจริง หรือตัวละคร
   
  ชิปซีพียู Intel Core 2 Duo
            Intel Core 2 Duo  โดดเด่นในการเป็นชิปซีพียูที่มีประสิทธิภาพสูง   โดยมี
ทั้งรุ่นที่ใช้บนโน๊ตบุ๊กและบนเครื่องคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อป   ซึ่งชิปซีพียูรุ่นนี้มีการ
พัฒนา  2 ส่วนหลักให้มีความสามารถเพิ่มขึ้น  คือ  ด้านการประมวลผลหลายแอพ-
พลิเคชั่นที่ต้องการทรัพยากรสูง    และด้านประสิทธิภาพในการควบคุมการใช้พลัง
งานของเครื่องคอมพิวเตอร์
            Intel Core 2 Duo  เป็นการเปิดตัวชิปซีพียูแบบ Dual Core เต็มรูปแบบ ที่เราสามารถรันแอพพลิเคชั่นที่มีการประมวลผลหลายส่วนพร้อม ๆ กัน
ได้อย่างราบรื่น  และมีขนาดของหน่วยความจำแคชระดับ 2 ถึง 4 MB  และความเร็วบัส 1066 MHz  นอกจากนั้นยังรอบรับการทำงานในระดับ  64  บิต
อย่างเต็มรูปแบบด้วย      (ซึ่ง   AMD   ชิงเปิดตัวชิปซีพียูในระดับ   64   บิตมาก่อนหน้านี้นานพอสมควร     โดยชิปซีพียูรุ่นหลังจะมาพร้อมกับ    AMD64 Technology ทั้งหมด)
     
  ชิปซีพียู Intel Pentium Extreme Edition
            Intel Pentium Extreme Edition   เป็นซีพียูในตระกูลหลายแกน   (Dual
Core)  ถัดมาจาก Intel Pentium D ที่เปิดตัวไปก่อนหน้า  โดย Intel Pentium
Extreme Edition นั้นจะเน้นไปที่เครื่องคอมพิวเตอร์สำหรับงานตัดต่อวิดีโอเสียง
ที่มีประสิทธิภาพสูง  แอพพลิเคชั่นสำหรับงานดิจิตอลและมัลติมีเดียที่ต้องการการ
ประมวลผลในระดับสูง รวมทั้งบรรดาเกม 3 มิติ ที่ใช้ต้องการทรัพยากรเครื่องสูง
ด้วย
            Intel Pentium Extreme Edition มาพร้อมเทคโนโลยี Dual Core ที่ใช้แกนซีพียู 2 ตัวบนตัวชิปซึ่งทำงานที่ความเร็วเดียวกัน และแยกการประ
มวลผลจากกันในแต่ละส่วน  (Parallel Computing) และเทคโนโลยี Hyper Threading   ทำให้ซีพียูแต่ละแกนสามารถรองรับการทำงาน พร้อมกันได้
ถึง 4 งานในเวลาเดียวกันรองรับการทำงานแบบ Muti-Tasking ได้อย่างสมบูรณ์ ในซีพียูซีรีส์ 900 เพิ่มความเร็วบัสสูงถึง 1066 MHz และยังมีแทคโน
โลยี Intel Virtualization Technology   ที่สามารถทำการแยกส่วนการประมวลผลในแต่ละแอพพลิเคชั่น  (หรือรันหลายระบบปฏิบัติการ)  จากกันอย่าง
เป็นอิสระ โดยจำลองซีพียูเป็นหลายตัวเพื่อแยกประมวลผลในแต่ละส่วน
     
    ชิปซีพียู Intel Pentium D
            Intel Pentium D เป็นชิปซีพียูรุ่นแรกของอินเทล  ที่ใช้สถาปัตยกรรมแบบ
ซีพียูหลายแกน  (Dual Core)  มากกว่าเทคโนโลยี  Hyper  Threading   ที่เป็น
เพียงการจำลองให้เหมือนกับมี 2 ซีพียู  แต่ Dual Core คือการมี 2 โปรเซสเซอร์
จริงรวมกันอยู่บนชิปแพ็กเกจที่รันด้วยความถี่เดียวกัน    ซึ่งซีพียูแต่ละตัวจะใช้งาน
ร่วมกันชิปเซ็ตและหน่วยความจำร่วมกัน      แต่การทำงานนั้นจะแยกจากกันอย่าง
สมบูรณ์  (Parallel Computing)   และบนซีพียูแต่ละตัวก็จะมีหน่วยความจำแคช
ของตัวแยกกัน
            หน่วยความจำแคชระดับ 2  จะมีอยู่ในซีพียูแ่ต่ละแกนแยกจากกัน  และทำงานร่วมกับแกนซีพียูนั้น ๆ ทำให้ได้ผลรวมของความจำแคชระดับ 2 ใน
Intel Pentium D สูงถึง 4 MB (2X2 MB Level 2 Cache) ซึ่งทำให้การประมวลผลข้อมูลทำได้เร็วขึ้นเป็น 2 เท่าเลยทีเดียว อีกทั้งยังมาพร้อมเทคโน
โลยี  Intel Virtualization  ที่ทำให้สามารถรันระบบปฏิบัติการหลาย  ๆ  ตัวได้พร้อมกัน  หรือรันหลายแอพพลิเคชั่นด้วยการประมวลผลแบบแยกส่วนกัน
อย่างชัดเจน ด้วยการจำลองซีพียูออกเป็นเสมือนมีหลายตัวเพื่อแยกรันแต่ละแอพพลิเคชั่นในแบบขนานช่วยให้การทำงานในแต่ละส่วนเป็นไปอย่างราบ
รื่นสูงสุด
     
  ชิปซีพียู Intel Pentium 4 Processor supporting Hyper-Threading
            Intel Pentium 4 Processor  ในรุ่นแรกๆ นั้นยังไม่มีการพัฒนาเทคโนโลยี
Hyper-Threading (เรียกสั้นๆ ว่า HT) เข้ามารวมในชิปซีพียูด้วยซึ่งในชิปซีพียูรุ่น
หลังจะมาพร้อมกับเทคโนโลยี Hyper-Threading นี้ด้วยเสมอ และเรียกว่า  Intel
Pentium 4 Processor supporting Hyper-Threading   ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่
ทำ ให้เสมือนว่ามีโปรเซสเซอร์ทำงานอยู่   2   ตัวบนเครื่อง   ดูได้จาก    System
Properties ของ Windows)
            Intel Pentium 4 with HT Technology   เปลี่ยนมาใช้ความเร็วบัสที่สูงถึง 800 MHz   เพื่อรองรับกับเมนบอร์ดที่มีการพัฒนาไปมากขึ้น   และที่
สำคัญคือการเข้ามาของเทคโนโลยี Hyper-Threading ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของซีพียู และซีพียูรุ่นถัดจากนี้จะสนับสนุนเทคโนโลยีนี้ทั้ง
สิ้น เราสามารถแบ่งชิปซีพียู  Intel Pentium 4 with HT Technology  ออกได้เป็น 3 รุ่น ตามเทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิต คือ รุ่นที่ผลิตด้วยเทคโนโลยี
ขนาด 130 นาโนเมตร, 90 นาโนเมตร และ 65 นาโนเมตร ตามลำดับ
     
              เืทคโนโลยี Hyper Threading จะทำให้โปรเซสเซอร์สามารถประมวลผลสองงานได้พร้อมกัน ในขณะที่โปรเซสเซอร์ธรรมดาประมวลผลได้ทีละงานเท่า
   นั้น (เราเรียกงานย่อยแต่ละชิ้นกว่า thread) ลักษณะทำงานแบบนี้แทบจะเป็นการทำงานแบบขนาน  โดยใช้ทรัพยากรของโปรเซสเซอร์ที่ยังว่าอยู่ เทคโนโลยี
   นี้ช่วยให้การทำงานหลายอย่างพร้อมกันรวดเร็วขึ้น เช่น เช็คไวรัสในเครื่องพร้อมกับการใช้งานซอฟแวร์อื่น
              เทคโนโลยี Intel Virtualization Technology จะช่วยให้ซีพียู 1 ตัว เสมือนว่ามีหลาย ๆ  ซีพียูทำงานในแบบขนานไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งทำให้งานสามารถ
   ดำเนินไปได้อย่างราบรื่นมากขึ้น  (โดยเฉพาะบนคอมพิวเตอร์ที่ต้องการรันระบบปฏิบัตการหลายตัวไปพร้อมกัน)   ซึงต่างจากการทำงานแบบ  Muti-Tasking ที่
   เป็นการทำงานบนระบบปฏิบัติการเดียว  แต่รันแอพพลิเคชั่นพร้อมกันหลายตัว หรือในเทคโนโลยี  Hyper Threading  ที่เป็นการทำงานเสมือนมีซีพียู  2 ตัวทำ
   งานร่วมกัน แต่ใน Intel Virtualization นั้น เป็นการจำลองซีพียูให้ทำงานแยกกันไปแบบขนาน
     
  ชิปซีพียู Intel Pentium 4 Extreme Edition with HT Technology
            อินเทลเปิดตัว Pentium 4 Extreme Edition with HT Technology   เพื่อ
ตอบสนองเทคโนโลยี  และประสิทธิภาพในระดับสูง    ซึ่งจะเปิดตัวชิปซีพียูตั้งแต่ที่
ความเร็ว 3.20 GHz ขึ้นไป    โดยระบบบัส FSB ยังอยู่ที่สูงสุดคือ 800 MHz  และ
ยังคงสนับสนุนเทคโนโลยี Hyper-Threading เช่นเดิม   ที่สำคัญคือการเพิ่มหน่วย
ความจำแคชระดับ 3 (L3) เข้ามาสูงถึง 2 MB
            ซีพียูในรุ่นนี้ใช้เทคโนโลยีการผลิตที่ 130 นาโนเมตร (รุ่นแรก)และ 90 นาโนเมตร (รุ่นที่ 2) ซึ่งเป้าหมายก็คือเครื่องคอมพิวเตอร์ในระดับสูง (ระดับ
เดียวกับ Pentium Xeon ทีใช้อยู่บนเครื่องเซิร์ฟเวอร์) สำหรับเล่นเกม 3 มิติความละเอียดสูง   รวมทั้งงานตัดต่อวิดีโอในระดับมืออาชีพ การใช้งานแอพ-
พลิเคชั่นหลาย ๆ ตัวไปพร้อมกันบนคอมพิวเตอร์ที่ใช้ชิป Intel Pentium 4 Extreme Edition จะช่วยแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เคยเกิดขึ้นได้ เช่น การรันแอพ-
พลิเคชั่นอื่น พร้อมกับการสแกนไวรัสไปด้วย  เป็นต้น   โดยชิปซีพียูจะใช้กับเมนบอร์ด  Socket LGA775  (สำหรับชิปรุ่นเก่าบางตัวยังคงใช้กับ Socket
478 ก็มี)
     
    ชิปซีพียู Intel Celeron D Processor
            ซีพียู Intel Celeron D เป็นซีพียู Celeronเพียงรุ่นเดียวที่อินเทลคงเหลือไว้
สำหรับรองรับ    คอมพิวเตอร์ที่ต้องการประสิทธิภาพ    การประมวลผลไม่สูงมากนัก
(ตลาดระดับล่าง) แต่ความสามารถของ Celeron D ก็ยังรอบรับซอฟต์แวร์ และการ
ประมวลผลในอนาคต   โดยรวมเอาเทคโนโลยี Intel Extended Memory 64  เพื่อ
รองรับการประมวลผลในระดับ  64  บิต     และทำงานร่วมกับหน่วยความจำได้ที่สูง
ถึง 4 GB โดยมีหน่วยความจำแคชระดับ 2 อยู่ที่ 512 KB
            ในช่วงแรกนั้น  Intel Celeron D  ใช้เทคโนโลยีการผลิตที่ 90 นาโนเมตร และมีแคชระดับ 2 (L2 Cache) ขนาด 256 KB ต่อมาหันมาใช้เทคโน
โลยีการผลิตที่ 65 นาโนเมตร   และเพิ่มแคชระดับ 2 ไปที่ 512 KB   โดยสามารถเพิ่มความเร็วในการประมวลผลไปได้ถึง 3.46 GHz   สำหรับหมายเลข
โปรเซสเซอร์ของ Intel Celeron D นี้จะอยู่ในซีรีส์ 300
 
2.4 ซีพียูรุ่นต่าง ๆ จาก AMD
          AMD ถือเป็นคู่แข่งตลอดกาลของอินเทลก็ว่าได้  จุดเด่นของชิปซีพียูจากค่าย AMD ก็คือ การรองรับการทำงานในระดับ 64 บิต ที่เปิดตัวขึ้นเป็นครั้งแรกคือ
Athlon 64 ซึ่งถือเป็นการก้าวข้ามเทคโนโลยีระดับสำคัญของชิปซีพียู และแอพพลิเคชั่นต่างๆ ที่จะตามมาหลังจากนี้ (ปัจจุบันการทำงานบนคอมพิวเตอร์ทั่วไปจะ
อยู่ในระดับ 32 บิต ซึ่งรวมถึงแอพพลิเคชั่นต่าง ๆ ที่ทำงานอยู่บน Windows ด้วย)
          นอกจากเป็นผู้นำด้านซีพียูสำหรับคอมพิวเตอร์และระบบปฏิบัติการในระดับ 64 บิตแล้ว  (สามารถทำงานกับระบบคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันที่ส่วนใหญ่ยังคงใช้
ระบบ 32 บิต ได้ด้วย) AMD  ยังได้เปิดตัวซีพียู 64 บิตที่เป็นแบบ Dual-Core ตามมาอีกด้วย  ซึ่งสามารถทำงานในแบบ Multi-Tasking ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
AMD  สามารถออกผลิตภัณฑ์ในลักษณะเป็นชุดแพ็กเกจที่ทำงานร่วมกันทั้งบนเครื่องคอมพิวเตอร์เดสท็อปและโน๊ตบุ๊ก    และทั้งระบบที่ทำงานในระดับ 32 บิตใน
ปัจจุบัน และระบบ 64 บิตที่กำลังจะมาถึงในอนาคตอันใกล้นี้ด้วย
 
ชิปซีพียู AMD Athlon 64 X2 Dual Core
          ถือเป็นชิปซีพียูแรกในตระกูล  AMD64Multi-Core  สำหรับเครื่องคอมพิว-
เตอร์เดสก์ท็อปทั่วไป  โดยนำเอาชิปซีพียู AMD64 หลายแกนมาร่วมกันประมวล
ผลอยู่บนไดส์ (Die)  เดียวกัน     ซึ่งทำให้ได้ประสิทธิภาพเพิ่มสูงขึ้นกว่าซีพียูแกน
เดียว (Sigle-Core) เกือบเท่าตัวเลยทีเดียว
          การประมวลผลของซีพียูแต่ละแกนนั้น จะแยกชุดข้อมูลกัน ทำให้สามารถรับแอพพลิเคชั่นหลายตัวพร้อมกันอย่างรวดเร็ว (Multi-Tasking) รวมทั้งซอฟแวร์ที่
ทำการประมวลผลในหลายๆ ส่วนพร้อมกันด้วย (Multi-Threaded) บนแอพพลิเคชั่นมัลติมีเดีย โดยไม่ต้องรอการประมวลผลในส่วนแรกให้เสร็จก่อนเหมือนรูปแบบ
การประมวลผลบนซีพียูแบบแกนเดียวในปัจจุบัน AMD Athlon 64 X2 Dual Core ยังคงใช้แพ็กเกจแบบ Socket 939 ที่เมนบอร์ดที่ใช้ซีพียูของ AMD ส่วนใหญ่
รองรับ    เพื่อให้ง่ายต่อการอัพเกรดเครื่องของเรามาใช้ซีพียูแบบ Dual-Core ได้ทันที    (โดยอัพเกรด BIOS ให้สามารถทำงานร่วมกับซีพียู AMD Athlon 64 X2
Dual Core เท่านั้น
   
ชิปซีพียู AMD Athlon 64 FX
          หลังจากเปิดตัว Athlon 64 ได้ไม่นาน AMD  ก็เปิดตัวชิปซีพียูในระดับ 64
บิตตามมาอีก  1  ตัว  คือ  Athlon  64  FX  ที่เน้นไปที่ตลาดในระดับสูง  ที่ใช้งาน
แอพพลิเคชั่นคอมพิวเตอร์ที่เน้นการประมวลผล  เช่น   เกม  3  มิติที่มีการเรนเตอร์
แบบสมจริง/ความละเอียดสูง  เป็นต้น    โดยสามารถทำงานได้ทั้งบนแอพลิเคชั่น
ในระดับ 32 บิตดและ 64 บิต
          Athlon 64 FX   มาพร้อมแพลตฟอร์ม AMD64   (คือ   รองรับการทำงานบนระบบคอมพิวเตอร์ทั้งแบบ 32 บิตที่ความเร็วสูงสุด   และแอพพลิเคชั่น 64 บิตใน
อนาคตด้วย)    นั่นคือการรองรับคอมพิวเตอร์สำหรับรันเกม 3 มิติทั้งในปัจจุบันและอนาคต   ที่ต้องการระบบคอมพิวเตอร์ที่สามารถประมวลผลข้อมูลพร้อม ๆ  กันได้
อย่างรวดเร็ว   รวมทั้งเกมแบบ 64 บิตที่มีออกวางจำหน่ายแล้วด้วย   (ผู้ผลิตระบบปฏิบัติการในปัจจุบันต่างก็มีรุ่นระบบปฏิบัติการสำหรับรันบนระบบ 64 บิตเกือบ
หมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็น Microsoft, Red Hat, SuSE หรือ Turbo Linux)
   
ชิปซีพียู AMD Athlon 64
          ในการเปิดตัวของ Athlon 64 ของ AMD  ถือเป็นพลักผันครั้งสำคัญของวง
การซีพียู และของ AMD ด้วยเพราะถือเป้น ชิปซีพียูรุ่นแรกที่ก้าวมาทำงานใน
ระดับ 64 บิต   
แทนที่จะเป็นการทำงานในรพับ 32  บิตที่ระบบคอมพิวเตอร์ส่วน
ใหญ่ในปัจจุบันทำอยู่   (AMD Athlon 64  เปิดตัวมาก่อน  AMD Sempron  ที่มี
การใส่เทคโนโลยี AMD64 ตามมา สำหรับผู้ใช้คอมพิวเตอร์ในตลาดระดับล่าง)
          ที่สำคัญนี่คือชิปซีพียูที่สามารถนำมาใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อปทั่วไป    รองรับการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ คือระบบปฏิบัติการ
และแอพพลิเคชั่นทั่วไปในระบบ 64 บิต   รวมทั้งยังทำงานได้บนการทำงานในแบบ 32 บิตของซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ในปัจจุบันได้ เป็นผลทำให้เราสามารถได้ซีพียูที่
ทำงานได้ถึง 2 เท่าในความเร็วที่มองเห็นอยู่
   
ชิปซีพียู AMD Sempron
          AMD Sempron    เป็นชิปซีพียูสำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ในระดับโฮมยูส-
เซอร์      และในสำนักงานทั่วไปที่ใช้กับแอพพลิเคชั่นพื้นฐานเป็นหลักโดยยังรวม
ความสามารถในการทำงานกับระบบคอมพิวเตอร์ทั้ง 32 บิตและ 64 บิต   รวมทั้ง
เทคโนโลยี HyperTransport ไว้ด้วยพร้อมแคชระดับ 2 (L2X ที่ 512 KB ความ
เร็ซบัสรวม   (Full  Duplex  System  Bus)  ที่สูงถึง 1600 MHz  และสนับสนุน
เทคโนโลยี 3DNow! Professional
          AMD Sempron มาพร้อมกับเทคโนโลยี  AMD64  เพื่อรองรับการทำงานของคอมพิวเตอร์ที่รันบนระบบ 64 บิต เทคโนโลยี HyperTransport สำหรับช่วย
ให้การรับส่งข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ภายในเครื่องทำได้รวดเร็วขึ้น โดยสามารถเพิ่มขนาดช่องทางการส่งผ่านข้อมูล (Bandwitch) ไปได้ถึง 6.4 GB/s
 
    เทคโนโลยี HyperTransport
              นอกจาก AMD64 ที่เป็นเทคโนโลยีหลักจากค่าย AMD แล้ว HyperTransport ถือเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยี   ที่เข้ามาเสริมความแกร่งให้กับชิปเซตจาก
    AMD ด้วยอีกตัวหนึ่ง
              HyperTransport      จะเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรับส่งข้อมุลระหว่างอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์บนเครื่องให้เร็วขึ้นโดยลดช่วงเวลาในการหน่วงระหว่าง
    การรับส่งข้อมูล   (Low Latency)   และมีการออกแบบการวางตำแหน่งของอุปกรณ์แต่ละตัวให้สามารถรับส่งข้อมูลถึงกันได้เร็วยิ่งขึ้น    ทั้งการทำงานระหว่าง
    โปรเซสเซอร์ (ในชิปซีพียูแบบ Dual-Core) หรือโปรเซสเซอร์กับอุปกรณ์รับส่งข้อมูลอื่น ๆ รวมทั้งการทำงานในระดับเครือข่ายอีกด้วย
 
    เพิ่มเติม : ฮีตซิงค์
              ฮีตซิงค์ (Heatsink) เป็นอุปกรณ์ที่มีความจำเป็นอีกตัวหนึ่ง สำหรับใช้
    ติตั้งบนอุปกรณ์ที่มีความร้อนสูงเมื่อทำงาน เช่น ซีพียู ชิปเซต และโปรเซส-
    เซอร์บนการ์ดแสดงผลบางตัวเพื่อคอยช่วยระบายความร้อนให้กับอุปกรณ์นั้นๆ
    การที่ฮีตซิงค์ระบายความร้อนได้ไม่ดี ก็จะส่งผลต่อการทำงานของเครื่องคอม
    พิวเตอร์โดยรวมได้ การติดตั้งฮีตซิงค์ก็คือ ประกบลงไปเหนืออุปกรณ์ทีต้อง
    การ เช่น ซีพียู โดยใช้ซิลิโคนทาบนตัวซีพียูและประกอบฮีตซิงค์ลงไป เพื่อให้
    พื้นที่ระหว่างฮีตซิงค์และซีพียูแนบแน่นกันมากยิ่งขึ้น
   
              ฮีตซิงค์ในปัจจุบันนั้นจะทำมาจากวัสดุจาก 2 ประเภทด้วยกัน คือ อะลูมิเนียม และทองแดง ซึ่งมีทั้งประเภทที่ทำจากอะลูมิเนียมล้วน และที่ทำจากทอง
    แดงล้วน หรือใช้ทั้งอะลูมิเนียมและทองแดงร่วมกัน (นอกจากนั้นยังมีฮีตซิงค์ที่ทำมาจากเงินด้วย โดยนำความร้อนได้ดีที่สุด)  ซึ่งต่างก็มีข้อดีและข้อเสียต่างกัน
              ฮีตซิงค์ทีทำจากทองแดง    จะระบายความร้อนได้เร็วกว่า   แต่จะคลายความร้อนออกจากตัวฮีตซิงค์ได้ช้ากว่าแบบอะลูมิเนียมจึงต้องมีพัดลมเข้ามาช่วย
    ซึ่งในปัจจุบันมักใช้ฮีตซิงค์ที่ทำจากทองแดงมากกว่า     หรือมีการนำมารวมกันเพื่อทำเป็นฮีตซิงค์ โดยให้ทองแดงเป็นตัวนำความร้อนออกจากตัวซีพียู และระ
    บายความร้อนออกทางอะลูมิเนียมสำหรับเรื่องราคา  ฮีตซิงค์ที่ทำจากอะลูมิเนียมจะมีราคาต่ำที่สุด  เราจึงเห็นฮีตซิงค์ที่ทำด้วยอะลูมิเนียมเสียเป็นส่วนใหญ่ ใน
    ปัจจุบัน ส่วนทองแดงซึ่งมีราคาสูงกว่า แต่สามารถนำความร้อนได้เร็วกว่า
 
 
3. แรม
          ในการประมวลผล ซีพียูจะต้องติดต่อกับแรม (RAM : Random Access Memory)  ซึ่งเป็นหน่วยความจำสำหรับใช้เก็บพักข้อมูลชั่วคราว ทำจากสารกึ่งตัว
นำที่ต้องใช้แหล่งจ่ายไฟให้อุปกรณ์ทำงาน   โดยไม่มีชิ้นส่วนเคลื่อนที่ในขณะอ่านหรือบันทึกข้อมูล     รวมทั้งใช้การอ้างอิงข้อมูลด้วยสัญญาณทางไฟฟ้าที่มีความ
เร็วสูง ดังนั้นแรมจึงสามารถอ่านและเขียนข้อมูลได้เร็วมาก
          แรมมีส่วนคล้ายคลึงกับฮาร์ดดิสก์ โดยแรมทำหน้าที่ร่วมกับซีพียูเป็นหน่วยความจำหลัก    สำหรับเก็บพักข้อมูลชั่วคราว   ส่วนฮาร์ดดิสก์ทำหน้าที่เก็บข้อมูล
แบบถาวร   คือจะไม่หายไปเมื่อปิดเครื่องเหมือนกับแรม แม้แรมจะเร็วเีพียงใดก็ตาม ก็ยังไม่เร็วพอเท่ากับความเร็วของซีพียูอยู่ดี  ทำให้มีการเสริมเทคโนโลยีอื่น ๆ
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน  นั่นคือหน่วยความจำแคช (Cache Memory) รูปด้านล่างแสดงความสัมพันธ์ระหว่างการทำงานของซีพียู, แรม, ฮาร์ดดิสก์ และ
หน่วยความจำแคช
 
 
3.1 คุณสมบัติต่าง ๆ ของแรม
          ในการเลือกแรมนั้น นอกจากดูประเภทแรมให้ตรงกับสล็อตบนเมนบอร์ดแล้ว สิ่งที่ผู้ใช้ทั่วไปควรให้ความสำคัญก็คือ ความเร็ว ขนาด และอัตราการรับ/ส่งข้อ
มูลของแรม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องนำมาพิจารณาด้วย
 
3.1.1 ความเร็วของแรม
          ความเร็วของแรมเป็นเรื่องสำคัญความเร็วของแรมนั้นจะวัดเป็นหน่วย MHz  (เมกะเฮิร์ตซ์) เราต้องเลือกความเร็วแรวให้สอดคล้องกับความเร็วบัสที่เมนบอร์ด
ของเรารองรับด้วย  (หรือให้ตรงกับบัสของซีพียูที่ติดตั้งเมนบอร์ด) เพื่อทำงานร่ว่มกับซีพียูได้อย่างเหมาะสม แรมที่มีใช้งานในปัจจุบันแบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ
SDRAM, DDR, DDR2 และ RDRAM ซึ่งในแต่ละประเภทก็จะมีรุ่นที่ความเร็วต่าง ๆ กันไป  เราจะกล่าวถึงความเร็วที่มีในแต่ละรุ่นของแรมประเภทนั้น ๆ ในหัวข้อ
แรมแต่ละประเภท
 
3.1.2 ขนาดของแรม
          ในอดีตขนาดของแรมมีให้เลือกเพียง 3 ขนาดเท่านั้น คือ 32 MB, 64 MB และ 128 MB  แต่ปัจจุบันเรามีแรมให้เลือกตั้งแต่ขนาด 32 MB ไปจนถึง 2 GB ที
เดียว  สำหรับเครื่องใช้งานทั่วไป แรมขนาด 128 หรือ 256 MB ก็คงเพียงพอซึ่งเป็นขนาดพื้นฐานของเครื่องในปัจจุบันที่ไม่น่าต่ำกว่านี้ แต่สำหรับเครื่องที่ต้องทำ
งานทางด้านกราฟิก หรือมัลติมีเดียระดับสูง แนะนำให้ใช้แรมขนาด 512 MB ขึ้นไป
          บนเมนบอร์ดนั้นจะมีสล็อตสำหรับติดตั้งแรมไว้หลาย ๆ ช่อง ในการติดตั้งแรมเราสามารถติดตั้งแรมหลาย ๆ ตัว หลายๆ ขนาด (แต่ต้องเป็นชนิดเดียวกัน) ได้
ตามที่ช่องสล็อตติดตั้งจะมีให้   โดยขนาดแรมของระบบจะเท่ากับผลรวมจากขนาดของแรมทั้งหมดที่ติดตั้งอยู่นั่นเอง   นั่นคือเราสามารถเพิ่มขนาดของแรมได้ภาย
หลังอีก
 
อัตราการรับ/ส่งข้อมูล (Bandwidth) = ความเร็วแรม (MHz) x ระบบบัสของแรม (ไบต์)
 
          โดยระบบบัสของแรมนั้น คิดจากนำจำนวนบิตมาหารด้วย 8 นั่นเอง (8 บิต เท่ากับ 1 ไบต์) เช่น SDRAM ทำงานแบบ 64 บิต  ดังนั้นระบบบัสของแรมก็คือ
8 ไบต์
 
3.2 ประเภทของแรม
          แรม  (RAM)  หรือ หน่วยความจำที่ใช้บนคอมพิวเตอร์ปัจจุบัน  เป็นประเภท DDR  เป็นส่วนใหญ่  นอกจากนั้นชิปเซตรุ่นใหม่ ๆ   ก็ยังถูกออกแบบให้รองรับ
หน่วยความจำแบบ DDR2 ที่พัฒนาต่อเนื่องมาจาก DDR เรามาทำความรู้จักเทคโนโลยีของแรมทั้ง 2 ประเภทนี้กัน
 
แรมชนิด DDR : DDR (Double-Data-Rate)  เป็นแรมที่พัฒนามาจากแรมชนิด SDRAM (บางครั้งเรียกว่า DDR-SDRAM)  ครั้งแรกนั้นถูกพัฒนาขึ้นมาใช้
กับการ์ดกราฟิกเท่านั้น  แต่ภายหลังได้มีการดัดแปลงให้ใช้กับเครื่องพีซีและบนเครื่องโน๊ตบุ๊กด้วย  ซึ่งในการส่งข้อมูลของ DDR จะทำการ
รับ/ส่งสัญญาณทั้งทางขาขึ้นและขาลง ทำให้สามารถทำงานได้เร็วเป็น 2 เท่าของ SDRAM
 
  สำหรับตัวเลขที่ต่อท้ายของ DDR เช่น DDR200, DDR266 นั้น เป็นความถี่ในการรับส่งข้อมูล ซึ่งเราสามารถนำไปคำนวณหาขนาดช่อง
ทางรัับ/ส่งข้อมูล (Bandwith) ของแรมได้ มีหน่วยเป็น MB/s (เมกกะไบต์ต่อวินาที) ดังนี้
   
 
รุ่นของ DDR อัตราการรับส่งข้อมูล
  รุ่น DDR200 MHz   = 200 MHz x 8 ไบต์ = 1600 MB/s
  รุ่น DDR266 MHz   = 266 MHz x 8 ไบต์ = 2128 MB/s
  รุ่น DDR333 MHz   = 333 MHz x 8 ไบต์ = 2664 MB/s
  รุ่น DDR400 MHz   = 400 MHz x 8 ไบต์ = 3200 MB/s
  รุ่น DDR433 MHz   = 433 MHz x 8 ไบต์ = 3464 MB/s
   
แรมชนิด DDR II : DDR II  เป็นหน่วยความจำแบบใหม่ ที่ถูกพัฒนาต่อเนื่องมาจาก DDR โดยในช่วงแรกนั้น DDR II  ถูกผลิตขึ้นมาเพื่อใช้งานบนการ์ดแสดง
ผลประสิทธิภาพสูง  และจึงมีแนวคิดที่จะนำมาใช้กับหน่วยความจำในภาพรวมของระบบด้วย  โดยความสูงสุดของ DDR ปัจจุบันอยู่ที่ 400
MHz  (ซึ่งสถาปัตยกรรมการผลิตนั้น  ไม่สามารถพัฒนาไปมากกว่าที่เป็นอยู่นี้ได้)  แต่ DDR-II  นั้นจะเริ่มต้นที่ความเร็ว 400 MHz  ซึ่งจะไป
เพิ่มอัตราการรับ/ส่งข้อมูลของแรม (Bandwitdth) ให้สูงขึ้น
 
  DDR-II  พยายามลดข้อจำกัดของ DDR ลง  โดยเพิ่มความเร็วในการทำงานของแรมให้สูงขึ้น ซึ่ง DDR-II จะเปิดตัวที่ความเร็ว 400 MHz,
533 MHz  และ 667 MHz ต่อไป  นอกจากนั้นยังลดไฟเลี้ยงจาก 2.5V เหลือ  เพียง 1.8V โดยใช้จำนวนขาพิน 240 พิน  (ขณะที่ DDR  ใช้
184 พิน)
   
 
  ตารางแสดงการเปรียบเทียบแรมชนิด DDR และ DDR2
  คุณลักษณะ   แรมชนิด DDR   แรมชนิด DDR-II
  ความเร็วแรม   200/266/333/400 MHz   400/533/677 MHz
  ความถี่ของระบบบัส   100/133/166/200 MHz   200/266/333 MHz
  อัตราส่งผ่านข้อมูล (Bandwidth)   1.6/2.1/2.7/3.2 GB/s   3.2/4.3/5.4 GB/s
  ไฟเลี้ยงแรม   2.5V (โวลต์)   1.8V (โวลต์)
  จำนวนขาพิน   184 พิน   240 พิน
   
แรมชนิด DDR-III : DDR3  (Double Data Rate Three)   เป็นแรมที่พัฒนาต่อจาก  DDR2  ที่เป็นมาตรฐานของคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน   ซึ่งเราคงจะได้เห็น
DDR3 ออกมาอวดโฉมภายในไม่ช้านี้ ซึ่ง DDR3 จะเน้นที่การลดพลังงานในการใช้งานลง   โดยค่าแรงดันไฟฟ้าที่ใช้จะลดลงจาก 1.8V ที่
ใช้ใน DDR2 ลงเหลือเพียง 1.5V และเทคโนโลยีการผลิตขนาด 90 นาโนเมตรเข้ามาใช้
 
  ในด้านประสิทธิภาพ  ขนาดของ Prefetch ที่ทำงานใน 1  รอบสัญญาณนาฬิกา จะเป็น 8 บิต จากเดิมที่เคยใช้ 2 บิตใน DDR รุ่นแรก และ
เพิ่มเป็น 4 บิตใน DDR2  ซึ่งจะทำให้ความเร็ซสัญญาณนาฬิกาตั้งแต่ 400-800 MHz  (เทียบกับ DDR2  ที่ทำงานกับสัญญาณนาฬิกาใน
ช่วง 200-533 MHz) ทำให้อัตราการรับส่งข้อมูล (Bandwidth) ขึ้นไปสูงถึง 8.5 GB/s เลยทีเดียว
 
              ในบทนี้ประกอบด้วยเนื้อหาของอุปกรณ์ประมวลผลภายในของคอมพิวเตอร์   โดยการทำความรู้จักเมนบอร์ดรูปทรงแบบต่าง ๆ ส่วนประกอบ   สล็อตสำ
    หรับเสียบแรมและการ์ดต่าง ๆ รวมทั้งได้ศึกษาถึงซีพียูรุ่นต่าง ๆ จากอินเทล และ AMD รวมถึงแรมชนิดต่าง ๆ ด้วย
 

 

 

 
 
แผนกคอมพิวเตอร์ธุรกิจ
วิทยาลัยเทคนิคสมุทรสงคราม
89 ม.12 ต.ลาดใหญ่ อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม 75000
Tel. 034-711440     Fax 034-711470
ติดต่อ : sstc@sstc.ac.tc